ผู้เขียนมีเพื่อนคนหนึ่งที่เพิ่งเปิดร้านขายของชำเล็กๆ ในจังหวัดที่ไม่ใช่บ้านเกิดของตน และหล่อนเองมักจะโทรมาคุยเรื่องโน้นเรื่องนี้ให้ฟังอยู่บ่อยๆ โดยใช้เวลาแต่ละครั้งไม่น้อยกว่า ๓๐ นาที มีอยู่ครั้งหนึ่งเพื่อนคนนี้บอกกับผู้เขียนว่า ปัจจุบันโทรศัพท์มือถือกลายเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องมีไว้พกพา เวลาไปไหนมาไหนก็สะดวกสบาย สามารถติดต่อสื่อสารกับใครต่อใครได้โดยไม่ต้องเสียเวลาวิ่งหาตู้โทรศัพท์อีก และที่สำคัญ โทรศัพท์มือถือยังบ่งบอกถึง ศักยภาพ และ ตัวตน ของผู้ใช้อีกด้วยว่าเป็นอย่างไร ถ้าเราไม่มีใช้ก็อาจจะทำให้คนอื่นดูถูกเอาได้
คำบอกเล่าที่กล่าวมานี้ หลายคนคงจะมีความคิดคล้ายๆ กัน แม้ไม่พูดออกมาเช่นนั้น แต่พฤติกรรมในขณะคุยโทรศัพท์แต่ละครั้ง ก็บ่งบอกถึงนัยเดียวกันได้ไม่มากก็น้อย เพราะเหตุนี้กระมัง บางคนลืมโทรศัพท์มือถือไว้ที่บ้าน ต้องถ่อสังขารกลับมาเอาให้ได้ ไม่เช่นนั้นก็จะรู้สึกไม่มั่นใจ ไม่คล่องตัว หงุดหงิด ติดๆ ขัดๆ ทำอะไรก็ไม่สมดังใจคิดสักอย่าง วิตกกังวลว่าจะมีใครติดต่อเข้ามาบ้าง
อาการเช่นนี้ เรียกว่าการ เสพติด ประเภทหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นกับหลายๆ คนที่ใช้โทรศัพท์มือถือเป็นประจำ เช่นเดียวกันกับคนที่ติดยาเสพติด ยิ่งบริษัทผู้ผลิตและผู้ให้บริการ โทรศัพท์มือถือ แข่งขันกันพัฒนาศักยภาพของโทรศัพท์มือถือมากขึ้นเท่าใด อาการเสพติดประเภทนี้ก็ยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นเท่านั้น จนผู้ใช้โทรศัพท์มือถือไม่อาจจะอยู่นิ่งได้ แม้ในสถานการณ์อันตราย(เช่นในขณะขับขี่รถ) ก็ตาม ด้วยเหตุดังนั้นเราจึงเห็นผู้คนจำนวนไม่น้อย ใช้โทรศัพท์มือถือกันอย่างไร้ระเบียบและขาดความเคารพผู้อื่นอยู่บ่อยครั้ง ด้วยการใช้กล้องดิจิตอลจากโทรศัพท์มือถือแอบถ่ายรูปใครต่อใครโดยไม่ได้รับอนุญาตบ้าง คุยเสียงดังโดยไม่รู้กาลเทศะบ้าง จนทำให้คนอื่นรำคาญ(ผู้เขียนไม่มีเจตนาจะว่ากระทบผู้ใด)
อย่างไรก็ตาม แนวโน้นการเปลี่ยนแปลงทางความคิดและพฤติกรรมดังกล่าว ก็ใช่ว่าจะทำให้ความนิยมมีโทรศัพท์มือถือใช้ลดลงไปด้วย ในทางตรงกันข้าม บางคน (ทั้งในเมืองและชนบท) กลับมีโทรศัพท์มือถือใช้กันมากกว่า ๑ เครื่องด้วยซ้ำ ยิ่งโทรศัพท์มือถือต่อเครื่องและค่าโทร-ถูกลง ความนิยมใช้โทรศัพท์ฯก็จะขยับขึ้นตามมา แม้ดูเหมือนว่าสถานการณ์ผู้ใช้โทรศัพท์มือถือรายใหม่ชะลอตัวลงไปบ้างก็ตาม แต่การห้ำหั่นราคาค่าโทรของบริษัทผู้ให้บริการแต่ละรายในขณะนี้ ย่อมมีผลกระทบต่อพฤติกรรมการใช้โทรศัพท์มือถืออย่างเลี่ยงไม่ได้ ยิ่งการใช้โทรศัพท์มือถือเป็นเวลานานๆ นั้นอาจจะส่งผลกระทบต่อการซ่อมแซมของดีในร่างกายเสื่อมสมรรถภาพ และอาจจะทำให้เกิดเนื้องอกหรือมะเร็งในสมองได้ รวมไปถึงความจำเสื่อมอีกด้วย
ที่กล่าวมานี้ เป็นเพียงผลกระทบที่เกิดขึ้นกับผู้ใช้โทรศัพท์มือถือเพียงบางด้านเท่านั้น ยังไม่พูดถึงปัญหาพฤติกรรมเบี่ยงเบนทางเพศในหมู่เด็กและวัยรุ่นที่หมกมุ่นกับภาพลามกอนาจารที่ส่งผ่านโทรศัพท์มือถือ ปัญหาอาชญากรรม และการก่อการร้าย ไปจนถึงอุบัติเหตุจากการขับขี่รถยนต์และมอเตอร์ไซด์จากการใช้โทรศัพท์มือถือของประชาชนโดยเฉพาะกับกลุ่มวัยรุ่น จนได้รับบาดเจ็บ ทุพลภาพ สูญเสียชีวิตและทรัพย์สินอีกมากมาย ทั้งนี้ยังรวมไปถึงรายได้และรายจ่ายของครอบครัวและประเทศที่ต้องสูญเสียไปกับพิษภัยดังกล่าวด้วย โดยแต่ละปีอาจมีมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมกันหลายพันหรือหลายหมื่นล้านบาทก็เป็นได้ เมื่อรู้อย่างนี้แล้วคุณยังจะคิดว่าโทรศัพท์มือถือนั้นวิเศษวิโสนักก็ตามแต่ใจของคุณก็แล้วกัน.....
edit @ 2007/07/26 13:58:10